ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา

บรรยายโดย
นายบรรจบ มุสิกสุคนธ์ และคณะ
ณ ศูนย์วิทยพัฒนา มสธ.เพชรบุรี
14 กันยายน 2551

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ภาคที่ 1 ข้อความเบื้องต้น
ภาคที่ 2 สอบสวน
ภาคที่ 3 วิธพี ิจารณาในศาลชั้นต้น
ภาคที่ 4 อุทธรณ์และฎีกา
ภาคที่ 5 พยานหลักฐาน
ภาคที่ 6 การบังคับตามคำาพิพากษาและค่าธรรมเนียม
ภาคที่ 7 อภัยโทษ เปลี่ยนโทษหนักเป็นเบาและลดโทษ

ภาคที่ 1 ข้อความเบื้องต้น
ลักษณะที่ 1

หลักทั่วไป (มาตรา 1 – 15)

ผู้เสียหายโดยตรง (ม.2(4))
ผูม้ ีอำานาจจัดการ (ม. 4 – 6)
สามี/ภริยา (ม.4)
ผูแ้ ทนโดยชอบธรรม
บุพการี ผู้สบื สันดาน
ม. 5
ผูแ้ ทนนิติบุคคล
ผูแ้ ทนเฉพาะคดี (ม. 6)

ภาคที่ 1 ข้อความเบื้องต้น
ลักษณะที่ 2 อำานาจพนักงานสอบสวนและศาล (มาตรา 16 – 27)
ความผิดเกิด
ผูต้ ้องหา/ จำาเลยมีที่อยู่
ผูต้ ้องหา/ จำาเลยถูกจับ
ลักษณะที่ 3 การฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา
(มาตรา 28 – 51)
การฟ้องคดีอาญา (ม. 28 – 39)
การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา (ม. 40 – 51)

ภาคที่ 1 ข้อความเบื้องต้น
ลักษณะที่ 4

หมายเรียกและหมายอาญา (มาตรา 52 – 76)

ลักษณะที่ 5

จับ ขัง จำาคุก ค้น ปล่อยชัว่ คราว (มาตรา 77 – 119 ทวิ)

ภาคที่ 2 สอบสวน
ลักษณะที่ 1

หลักทั่วไป (มาตรา 120 – 129)

ลักษณะที่ 2 การสอบสวน
การสอบสวนสามัญ (ม. 130 – 147)
พนักงานสอบสวนรวบรวมสำานวน พร้อมความเห็นส่ง
พนักงานอัยการสัง่
ฟ้อง
ไม่ฟ้อง
การชันสูตรพลิกศพ (มาตรา 148 – 156)

ภาคที่ 3 วิธีพิจาณาในศาลชั้นต้น
ลักษณะที่ 1 ฟ้องคดีอาญาและไต่สวนมูลฟ้อง (มาตรา 157 – 171)
ตรวจคำาฟ้อง (ม. 161) คำาฟ้องต้องเป็นตาม ม.158 (1)-(7)
แก้ฟ้อง
ยกฟ้อง
ไม่ประทับฟ้อง
ไต่สวนมูลฟ้อง (ม. 165) เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับศาล ก่อน
ประทับฟ้องไม่ถือว่าจำาเลยอยู่ในฐานะจำาเลย ห้ามมิให้
ศาลถามคำาให้การจำาเลย

หลักเกณฑ์การไต่สวนมูลฟ้อง

มาตรา 162
(1)คดีราษฎรเป็นโจทก์อาญาแผ่นดินหรือความผิดส่วนตัว(ฟ้องภายใน
๓ เดือน นับแต่รู้การกระทำาและตัวผู้กระทำาผิด)
(2)
อัยการเป็นโจทก์(ไม่จำาเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องเว้นแต่เห็นสมควร)
วรรค 2 ไต่สวนแล้วจำาเลยรับสารภาพ ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณา
 มาตรา 163 โจทก์ขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมฟ้อง
ก่อนศาลชัน้ ต้นพิพากษา(มีเหตุอันควรและจำาเลยไม่เสียเปรียบในการต่อ
สู)้
จำาเลยขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมคำาให้การก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา(ศาลเห็นส
มควร)

ไต่สวนมูลฟ้อง(ต่อ)
มาตรา 166 โจทก์ไม่มาตามกำาหนดนัด
ให้ศาลยกฟ้อง(สัง่ เลื่อนได้เมื่อมีเหตุสมควร)
ยกฟ้องแล้วโจทก์อ้างเหตุสมควร ร้องขอไต่สวนใหม่ภายใน ๑๕ วันฯ
ถ้าไม่ใช้สิทธิจะฟ้องจำาเลยในเรื่องเดียวกันอีกไม่ได้
คดีราษฎรเป็นโจทก์ไม่ตัดอำานาจอัยการฟ้องใหม่ เว้นความผิดส่วนตัว
 มาตรา 170 ศาลสัง่ คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด ไม่มีมูลโจทก์อุทธรณ์ฎีกาได้
 มาตรา 171
ให้นำาบทบัญญัติเรื่องการสอบสวนและการพิจารณามาใช้ยกเว้น มาตรา
175
พยานเด็กอายุไม่เกินสิบแปด ให้นำามาตรา 133 ทวิ และ 172

ภาคที่ 3 วิธีพิจาณาในศาลชั้นต้น

ลักษณะที่ 2 การพิจารณา (มาตรา 172 – 181)
ต้องเปิดเผย (ม. 172) ต่อหน้าจำาเลย
ศาลอ่านคำาฟ้องให้จำาเลยฟังและถามคำาให้การ
จำาเลยรับสารภาพหรือปฏิเสธ(ไม่ให้การ)ก็ได้
ศาลถาม/ ตั้งทนาย (ม. 173)
คดีโทษประหารชีวิตหรือจำาเลยอายุไม่เกินสิบแปดปี
ถามแล้วไม่มีทนายให้ศาลตั้งให้
ส่วนคดีโทษจำาคุกจำาเลยไม่มีและต้องการทนายความ ให้ศาลตั้งให้
จำาเลยรับสารภาพ (ม. 176) ศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานก็ได้
เว้นคดีโทษอย่างตำ่าให้จำาคุกตั้งแต่ ๕ ปีขึ้นไปหรือหนักกว่า

วิธีปฏิบัติบางประการในการพิจารณา
มาตรา 30 ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ก่อนศาลชัน้ ต้นพิพากษา
 มาตรา 31 อัยการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีไม่ใช่ความผิดส่วนตัว
ก่อนคดีเสร็จเด็ดขาด
 มาตรา 33 คดีเรื่องเดียวกันทั้งผู้เสียหายและอัยการต่างเป็นโจทก์ฟ้อง
ศาลชัน้ ต้นเดียวกันหรือต่างศาล ศาลสั่งหรือโจทก์ขอให้รวมพิจารณาได้
 มาตรา 163 โจทก์หรือจำาเลยขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมฟ้องหรือคำาให้การ
 มาตรา 35
โจทก์(อัยการหรือผู้เสียหาย)ถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดินก่อนศาลชั้นต้น
พิพากษา ความผิดส่วนตัวก่อนคดีถึงที่สุด
 มาตรา 36 ถอนฟ้องแล้วฟ้องอีกไม่ได้ เว้นตาม (1)-(3)

ภาคที่ 3 วิธีพิจาณาในศาลชั้นต้น
ลักษณะที่ 3 คำาพิพากษาและคำาสัง่ (มาตรา 182 – 192)
คำาพิพากษา
ลงโทษ
ยกฟ้อง
จำาเลยมิได้กระทำาผิด
การกระทำาของจำาเลยไม่เป็นความผิด
คดีขาดอายุความ
มีเหตุตามกฎหมายที่จำาเลยไม่ควรต้องรับโทษ
คำาสัง่

ภาคที่ 4 อุทธรณ์และฎีกา
ลักษณะที่ 1 อุทธรณ์
ภายใน 1 เดือน (ม. 198)
เป็นข้อกฎหมายที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น (ม. 195)
ห้ามอุทธรณ์คำาสัง่ ระหว่างพิจารณา (ม. 196)
ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง (ม. 193 ทวิ)

ภาคที่ 4 อุทธรณ์และฎีกา
ลักษณะที่ 2

ฎีกา
 ฎีกาภายใน 1 เดือน (ม. 216)
ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ม. 218, 219)
ห้ามฎีกากรณียกฟ้องทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ (ม. 220)

ภาคที่ 5 พยานหลักฐาน




หลักทั่วไป (มาตรา 226 – 231)
พยานบุคคล (มาตรา 232 – 237 ทวิ)
พยานเอกสาร (มาตรา 238 – 240)
พยานวัตถุ (มาตรา 241 – 242)
ผูเ้ ชีย่ วชาญ (มาตรา 243 – 244/1)

พยานบุคคล



ป.วิ.แพ่ง มาตรา 106 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15
คู่ความขอให้ศาลออกหมายเรียกพยาน
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 112 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15
ก่อนเบิกความ พยานทุกคนต้องสาบานตน ยกเว้น (1)-(3) ฝ่าฝืนผิด
ป.อาญา ม.171
ป.วิ.แพ่ง มาตรา 116,117,118 ประกอบ ป.วิ.อาญามาตรา
15
การซักถามพยาน(ห้ามนำา) ถามค้าน(นำา) ถามติง
(ห้ามนำา)
มาตรา 232 ห้ามโจทก์อ้างจำาเลยเป็นพยาน
มาตรา 233 จำาเลยอ้างตนเองเป็นพยาน ให้สืบก่อน ใช้ยันจำาเลยได้
มาตรา 236 พยานคนอื่นรอเข้าเบิกความ อยู่นอกห้องพิจารณา

พยานบุคคล(ต่อ)



มาตรา 237 ทวิ สืบพยานบุคคลก่อนฟ้องคดี(ล่วงหน้า)
มาตรา 237 ตรี สืบพยานผู้เชี่ยวชาญและพยานวิทยาศาสตร์ล่วงหน้า
มาตรา 243 ผู้เชีย่ วชาญทำาความเห็นเป็นหนังสือและมาสืบประกอบ
เว้นมีเหตุจำาเป็นหรือคู่ความไม่ติดใจซักถาม
มาตรา 244 ผู้เชีย่ วชาญตรวจศพที่บรรจุหรือฝังแล้วตามคำาสั่งศาล
มาตรา 244/1 จำาเป็นต้องตรวจพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำาคัญแห่งคดีที่มีอัตราโทษจำาคุก

พยานเอกสารและพยานวัตถุ



มาตรา 238 ต้นฉบับเท่านั้น
ถ้าหาไม่ได้ใช้สำาเนารับรองถูกต้องหรือพยานบุคคลแทน
หนังสือราชการใช้สำาเนารับรองถูกต้องก็ได้
มาตรา 239 ให้ศาลเรียกเอกสารจากบุคคลที่ยึดถือ
มาตรา 240
ให้ยื่นพยานเอกสารก่อนวันไต่สวนมูลฟ้องหรือสืบพยาน
มาตรา 241 พยานวัตถุต้องนำามาศาล ถ้านำามาไม่ได้ให้ศาลไปตรวจ
มาตรา 242 ระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา
ต้องให้คู่ความหรือพยานตรวจดูพยานวัตถุ


วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง

มาตรา 4 ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม{ม.25(5)} ป.วิ.อ.
ป.วิ.พ.
มาตรา 7
พนักงานสอบสวนส่งผู้ต้องหาพร้อมสำานวนให้อัยการฟ้องภายใน 48
ชัว่ โมงนับแต่ถูกจับ ฟ้องไม่ทันขอผัดฟ้องได้ไม่เกินคราวละ6
วันไม่เกิน 3 คราว ถ้ามีเหตุจำาเป็นขอผัดฟ้องได้อีกไม่เกิน 2 คราว
มาตรา 9 ห้ามอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้น ม.7 เว้นแต่อัยการสูงสุดอนุญาต
มาตรา 19 ผู้เสียหายหรืออัยการฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้
จำาเลยให้การด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้
มาตรา 20 ผู้ต้องหารับสารภาพ

วิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง(ต่อ)

มาตรา 22 ห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง เว้นจำาเลยในกรณีต่อไปนี้
(1) จำาเลยถูกพิพากษาให้จำาคุกหรือกักขังแทนจำาคุก
(2)
จำาเลยถูกพิพากษาให้จำาคุก แต่รอการลงโทษ
(3)
ศาลพิพากษาว่าจำาเลยผิด แต่รอการกำาหนดโทษ หรือ
(4)
จำาเลยถูกพิพากษาปรับเกินหนึ่งพันบาท
มาตรา 22 ทวิ คดีห้ามอุทธรณ์ตาม ม.22
ถ้าผู้พพิ ากษาทำาความเห็นแย้งและอนุญาตให้อุทธรณ์ หรืออัยการสูงสุด
(ผู้รับมอบหมาย)ลงชื่อรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉั
ย ก็ให้รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา

วิธีพิจารณาความอาญาในศาลเยาวชนและครอบครัว



มาตรา 4 “เด็ก”อายุเกิน 7 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 14 ปีบริบูรณ์
“เยาวชน”อายุเกิน 14 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์
มาตรา 5 เด็กและเยาวชนกระทำาความผิดให้ถืออายุในวันกระทำาความผิด
มาตรา 49 ห้ามจับกุมเด็ก เว้นแต่กระทำาผิดซึ่งหน้าหรือมีหมายจับ
มาตรา 50 แจ้งการจับกุมให้บิดามารดาฯทราบโดยไม่ชักช้า
พนักงานสอบสวนต้องสอบเด็กหรือเยาวชนให้เสร็จภายใน 24
ชัว่ โมงแล้วส่งตัวไปยังสถานพินิจ
บิดามารดาฯร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อผู้อำานวยการสถานพินิจ
ให้ผู้อำานวยการฯสั่งโดยพลัน
หากเห็นไม่สมควรให้ส่งคำาร้องพร้อมความเห็นไปให้ศาล
คำาสั่งของศาลเป็นที่สดุ

วิธีพิจารณาความอาญาในศาลเยาวชนและครอบครัว(ต่อ)

มาตรา 51 ให้อัยการยื่นฟ้องภายใน30วันนับแต่วันที่เด็ก(เยาวชน
)ถูกจับความผิดอัตราโทษจำาคุกเกินหกเดือน ไม่เกินห้าปี
มีโทษปรับหรือไม่หากจำาเป็นขอผัดฟ้องได้ครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน
แต่ไม่เกินสองครั้ง ความผิดอัตราโทษจำาคุกเกินห้าปี
มีโทษปรับหรือไม่ก็ตาม ขอผัดฟ้องต่อได้อีกไม่เกินสองครั้ง
กรณีพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบแห่งท้องที่นอกเขตศาล
ให้ขยายเวลาเป็นหกสิบวันหรือเก้าสิบวัน ตามลำาดับ
มาตรา 53 ห้ามอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้น ม.51
เว้นอัยการสูงสุดอนุญาต
มาตรา 64 ห้ามผู้เสียหายฟ้อง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจาก
ผอ.สถานพินิจ

วิธีพิจารณาความอาญาในศาลเยาวชนและครอบครัว(ต่อ)


มาตรา 77 การพิจารณาคดีไม่ต้องดำาเนินการโดยเคร่งครัด
มาตรา 82 การพิจารณาและพิพากษา ให้ศาลคำานึงถึง
สวัสดิภาพและอนาคตของเด็กฯสงเคราะห์ให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี
และลงโทษหรือเปลี่ยนโทษหรือใช้วิธกี ารสำาหรับเด็กเป็นคนๆไป
แม้กระทำาผิดร่วมกัน
มาตรา 83 กรณีจำาเลยไม่มีที่ปรึกษากฎหมายให้ศาลตั้งให้
เว้นแต่จำาเลยไม่ต้องการและศาลเห็นว่าไม่จำาเป็นแก่คดี (ไม่นำา ป.วิ.อ.ม.
173 มาใช้)
มาตรา 97 อ่านคำาพิพากษาให้ทำาเป็นการลับ
มาตรา 100 กรณีศาลพิพากษาว่าจำาเลยไม่มีความผิดและปล่อยตัวไป
ศาลมีอำานาจกำาหนดเงื่อนไขเพือ่ คุมความประพฤติ ตาม (1)-(6)

การขอถอนคำาให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพกับขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธ
เป็นการแก้ไขคำาให้การตาม ป.วิ.อ. ม.๑๖๓ วรรคสอง
กำาหนดให้สทิ ธิจำาเลยที่จะยื่นคำาร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำาให้การได้ก่อนศาล
พิพากษาเมื่อมีเหตุอันสมควร
ถึงแม้ว่าการอนุญาตหรือไม่นั้นเป็นดุลพินิจของศาลก็ตาม
แต่สำาหรับกรณีนี้จำาเลยได้คัดค้านข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพิ
นิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งสรุปผลข้อเท็จจริงเป็นผลร้ายต่อจำาเลย
ถือว่าคดีมีเหตุอันสมควรที่จำาเลยจะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำาให้การได้
ฎ.๕๒๓๙/๒๕๔๗
ศาลมีอำานาจเรียกสำานวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อประกอบ
คำาวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ.ม.๑๗๕
การดำาเนินการของศาลดังกล่าวมิใช่การพิจารณาหรือสืบพยานในศาล
จึงไม่ต้องทำาต่อหน้าจำาเลยตาม ป.วิ.อ.ม.๑๗๒ ว.๑
และเมื่อมิใช่การสืบพยาน จำาเลยที่ ๑ จึงไม่มีอำานาจถามค้านพยานตาม

ฎ.๒๐๘๕/๒๕๔๗ โจทก์ที่ ๑
ทราบกำาหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องโดยชอบแล้วมีหน้าที่มาศาลตามกำาหนดนัด
แต่ในวันนัดฝ่ายโจทก์ที่ ๑
กลับไม่มีผู้ใดมาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี
ถึงแม้จะปรากฏว่าการส่งหมายนัดและสำาเนาคำาฟ้องให้จำาเลยที่ ๑ ที่ ๒
และที่ ๓ โดยวิธปี ิดหมายยังไม่มีผลใช้ได้ตามกฎหมายดังที่ฝ่ายโจทก์ที่ ๑
กล่าวอ้าง ก็หาทำาให้ฝ่ายโจทก์ที่ ๑
หมดหน้าที่ที่จะต้องมาศาลตามกำาหนดนัดไม่
ฎ.๗๑๗๘/๒๕๔๗ บทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. ม. ๑๖๖ และ ๑๘๑
ได้กำาหนดหน้าที่ของโจทก์ว่าในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดี
โจทก์จะต้องมาศาลตามนัด มิฉะนั้นให้ศาลยกฟ้องเสีย
เว้นแต่จะมีเหตุสมควรจึงจะให้เลื่อนคดีไป
บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะเร่งรัดการ
ดำาเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วมิให้มีการประวิง

ฎ.๗๗๐๑/๒๕๔๗ คดีนี้เป็นคดีอัตราโทษประหารชีวิต ซึง่ ป.วิ.อ.
ม.๑๗๓ ว.๑
บัญญัติว่าก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำาเลยว่ามีทนายความหรือไม่
ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งให้เป็นคนละกรณีกับวรรคสอง
ที่ศาลต้องสอบถามด้วยว่าจำาเลยต้องการทนายความหรือไม่
ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำาเลยในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต
เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามจำาเลยเรื่องทนายความโดยไม่ตั้งทนายค
วามให้จำาเลย การพิจารณาของศาลชัน้ ต้นจึงเป็นการไม่ชอบ
ฎ.๑๑๖๔/๒๕๔๗ ป.วิ.อ. ม. ๒๓๒
บัญญัติห้ามมิให้โจทก์อ้างจำาเลยเป็นพยาน หมายถึงจำาเลยในคดีเดียวกัน แต่
น. มิได้เป็นจำาเลยร่วมกับจำาเลยในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ.ม.
๒๓๒

ฎ.๖๗๔๔/๒๕๔๘ ป.วิ.อ. ม.๒๔๑
เป็นเพียงบทบัญญัติสำาหรับวิธีการสืบพยานวัตถุเท่านั้น
หาใช่บทบังคับให้สบื พยานวัตถุเสมอไปไม่
หากศาลเห็นว่าไม่จำาเป็นต้องตรวจดูพยานวัตถุ
ก็อาจใช้ดุลพินิจไม่ตรวจดูเสียได้
การที่โจทก์อ้างส่งสำาเนาภาพถ่ายธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ
ซึง่ มีความชัดเจนสามารถตรวจดูลักษณะและหมายเลขธนบัตรได้โดยง่าย
ทั้งจำาเลยก็มิได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องของสำาเนาภาพถ่ายธนบัตรดังกล่าว
ศาลจึงรับฟังสำาเนาภาพถ่ายธนบัตรประกอบพยานบุคคล
และพยานเอกสารอื่นๆเป็นพยานหลักฐานในคดีได้
ฎ.๑๓๒๔/๒๕๔๖ บันทึกคำาให้การพยานชั้นสอบสวน
แม้จะเป็นพยานบอกเล่าก็รับฟังประกอบพยานหลักฐานอืน่ ได้
หาใช่ต้องห้ามรับฟังไม่

ฎ.๘๓๑๔/๒๕๔๙
ในคดีอาญาจำาเลยมีสทิ ธิที่จะให้การอย่างใดหรือไม่ให้การเลยก็ได้
เป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำาสืบพยานก่อนให้เห็นว่าจำาเลยเป็นผู้กระทำาความ
ผิด จำาเลยไม่จำาเป็นต้องยกประเด็นข้อต่อสูไ้ ว้ในคำาให้การ
ก็มีสทิ ธิที่จะนำาสืบในประเด็นนั้นๆได้และมีอำานาจนำาพยานเข้าสืบเพื่อพิสูจ
น์ความบริสทุ ธิ์ของจำาเลยได้โดยไม่จำาต้องซักถามพยานโจทก์ในเรื่องที่จำาเล
ยจะนำาพยานหลักฐานเข้าสืบต่อไป
ฎ.๑๕๙๖/๒๕๔๙ เหตุเกิดรถชนกันผู้ตายมีสว่ นประมาทอยู่บ้าง
ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๒๙๑ ตาม
ป.วิ.อ.มาตรา ๒ (๔)
โจทก์ร่วมซึง่ เป็นบุพการีผู้ตายย่อมไม่มีอำานาจจัดการแทนผู้ตายได้ตามมาตร
า ๕ (๒) โจทก์ร่วมจึงไม่มีอำานาจเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนัก
งานอัยการตามมาตรา ๓๐
โจทก์ร่วมย่อมไม่มีสทิ ธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำาเลยสถานหนักโดยไม่รอกา

ประพฤติตนวุ่นวายในทางสาธารณะหรือสาธารณสถาน
และโจทก์ได้ชำาระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้ว
ทำาให้คดีอาญาที่โจทก์ถูกกล่าวหาเป็นอันเลิกกันตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๓๗
(๒) แต่เมื่อโจทก์กล่าวหาต่อจำาเลย
ในฐานะพนักงานสอบสวนว่าจ่าสิบตำารวจ ป. ทำาร้ายร่างกายโจทก์
ทำาให้โจทก์เสียหาย โดยมีเจตนาจะให้จ่าสิบตำารวจ ป.ได้รับโทษ
จึงเป็นคำาร้องทุกข์ตามมาตรา ๒ (๗)
และเป็นการกระทำาที่แยกต่างหากจากการกระทำาที่โจทก์ถูกกล่าวหาดังกล่า

จำาเลยในฐานะพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องรับคำาร้องทุกข์ของโจทก์ไว้เพื่
อดำาเนินการสอบสวนตามอำานาจหน้าที่ต่อไป
การที่จำาเลยไม่รับคำาร้องทุกข์ของโจทก์ในข้อหาทำาร้ายร่างกาย
อ้างเพียงว่าคดีเลิกกันแล้วโดยไม่มีกฎหมายให้อำานาจ
จึงเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำาให้โจทก์ได้รับความเสียหายมีค

ขออวยพร
ให้นักศึกษาทุกท่านสอบผ่านทุกวิชา
และเมื่อเรียนจบแล้วขอให้เป็นนักกฎหมายทีด่ ี
นำาความถูกต้อง ชอบธรรม มาสู่สังคม

สวัสดี

Sign up to vote on this title
UsefulNot useful